Skip to content

ภาพรวมและวิสัยทัศน์โครงการวิจัย (Executive Overview)

🌿 ที่มา แรงบันดาลใจ และความสำคัญของปัญหา

+

ประเทศไทยและหลายประเทศกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย ซึ่งทำให้ประเด็นการส่งเสริมการเคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการทรงตัวมีความสำคัญมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงตามวัยของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการหกล้ม อันอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตของบุคคล (World Health Organization [WHO], 2021; Gillespie et al., 2012)

มวยไท้เก๊ก (Taijiquan) เป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่มีงานวิจัยสนับสนุนศักยภาพในการส่งเสริมการทรงตัว การประสานงานของร่างกาย และการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (Wayne et al., 2014; Wang et al., 2016) อย่างไรก็ตาม หลักฐานวิจัยส่วนใหญ่ศึกษาการฝึกไท้เก๊กในภาพรวม ขณะที่ การฝึกท่าม้วนไหม (Silk Reeling Exercise / 缠丝劲) ของมวยไท้เก๊กสกุลเฉินเป็นทักษะการเคลื่อนไหวแบบเกลียวต่อเนื่อง (Continuous Spiral Movement) ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างการถ่ายน้ำหนัก การหมุนของลำตัวและเชิงกราน ตลอดจนการเคลื่อนไหวของแขนและขา จึงเป็นทักษะที่ผู้เริ่มต้นอาจเรียนรู้และประเมินความถูกต้องได้ยากเมื่อฝึกด้วยตนเอง

โดยเฉพาะในบริบทการฝึกผ่านสื่อออนไลน์หรือการฝึกที่บ้าน ผู้ฝึกมักเผชิญข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการ ดังนี้:

  • 1. องค์ความรู้เชิงนามธรรมและการถ่ายทอดเชิงกายภาพ (Abstract Knowledge & Tacit Somatic Transfer): หลักการสำคัญของท่าม้วนไหม เช่น การใช้ลำตัวเป็นศูนย์กลาง การประสานส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย และความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว มักถ่ายทอดผ่านคำอธิบายเชิงประสบการณ์หรือการสาธิตโดยครู ทำให้ผู้เริ่มต้นแปลงความเข้าใจดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติที่ตรวจสอบได้ยาก
  • 2. ข้อจำกัดในการเข้าถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ (Limited Access to Expert Coaching): ผู้ฝึกบางส่วนมีข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ ค่าใช้จ่าย หรือโอกาสในการฝึกกับครูอย่างต่อเนื่อง จึงต้องอาศัยวิดีโอหรือสื่อออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการสังเกตและแก้ไขรายละเอียดเฉพาะบุคคล
  • 3. การขาดข้อมูลป้อนกลับทางชีวกลศาสตร์แบบทันทีระหว่างฝึก (Lack of Real-Time Kinematic Feedback): สื่อวิดีโอทั่วไปสามารถแสดงตัวอย่างท่าฝึกได้ แต่ไม่สามารถตรวจจับหรือชี้ให้ผู้ฝึกเห็นความคลาดเคลื่อนของการเคลื่อนไหวในขณะปฏิบัติ เช่น ความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างการหมุนลำตัว การถ่ายน้ำหนัก และแนวการเคลื่อนไหวของแขน ส่งผลให้ผู้ฝึกอาจปรับแก้ท่าทางได้ไม่ทันทีหรือไม่ตรงจุด

ดังนั้น โครงการ TaijiFlow AI จึงถูกริเริ่มขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยให้ผู้ฝึกสามารถเรียนรู้และตรวจสอบความถูกต้องของการฝึกท่าม้วนไหมได้ด้วยตนเองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือเสริมการสอนให้แก่ครูผู้ฝึกสอน ทั้งนี้ ระบบมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัยโรค ประเมินความเสี่ยงทางการแพทย์ หรือใช้ทดแทนคำแนะนำจากบุคลากรสุขภาพ

🤖 นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบูรณาการศาสตร์

+

โครงการ TaijiFlow AI เสนอกรอบการวิจัยแบบสหสาขาวิชา เพื่อแปลงองค์ความรู้เชิงการเคลื่อนไหวของมวยไท้เก๊กสกุลเฉินให้เป็น ตัวแทนเชิงคำนวณ (Computational Representation) ที่สามารถวิเคราะห์และสื่อสารกลับแก่ผู้ฝึกได้ กรอบดังกล่าวเชื่อมโยงหลักการฝึกจากผู้เชี่ยวชาญ แนวคิดชีวกลศาสตร์ การวิเคราะห์ท่าทางมนุษย์จากภาพ และวิศวกรรมระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการฝึกด้วยตนเองผ่านข้อมูลป้อนกลับที่ตรวจสอบที่มาได้:

  • 1. การพัฒนากฎเชิงสัญลักษณ์สำหรับประเมินการเคลื่อนไหว (Symbolic Heuristics): โครงการจะต่อยอดกฎฮิวริสติกของระบบเดิม เพื่อกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของหลักการฝึก เช่น การรักษาแนวลำตัวตั้งตรง (立身中正 / 虚领顶劲), ความสัมพันธ์ระหว่างไหล่และข้อศอก (沉肩坠肘 - จมไหล่ทิ้งศอก), การขับเคลื่อนโดยใช้เอวเป็นศูนย์กลาง (主宰于腰), และ การประสานงานระหว่างส่วนบนกับส่วนล่างของร่างกาย (上下相随) โดยกฎแต่ละข้อจะคำนวณจากความสัมพันธ์เชิงเรขาคณิตและข้อมูลตามลำดับเวลาของ landmark ที่ตรวจจับได้จากกล้องเว็บแคม
  • 2. การประเมินคุณภาพการเคลื่อนไหวจากข้อมูลลำดับเวลา (Sequence-based Movement Quality Assessment): โครงการจะศึกษาการประยุกต์ใช้แบบจำลอง ST-GCN ร่วมกับกลไก Self-Attention Transformer เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อต่อและรูปแบบการเคลื่อนไหวต่อเนื่องตามเวลา โดยจะเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับแนวทางพื้นฐาน เช่น Heuristic-only และ Pose-similarity เพื่อประเมินความเหมาะสมในการวิเคราะห์ท่าม้วนไหมสกุลเฉิน
  • 3. กลไกอธิบายผลแบบนิวโร-ซิมโบลิก (Neuro-Symbolic Explainable AI): ผลจากแบบจำลองเชิงลำดับจะใช้ร่วมกับกฎเชิงสัญลักษณ์ เพื่อระบุช่วงเวลาและองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวที่ควรได้รับการปรับปรุง จากนั้นระบบจะสร้างคำแนะนำผ่านข้อความแม่แบบที่ผ่านการตรวจสอบ โดยแสดงเฉพาะข้อมูลที่มีเงื่อนไขสนับสนุนอย่างเพียงพอ และหลีกเลี่ยงการให้คำแนะนำเชิงการแพทย์หรือการวินิจฉัย
  • 4. สถาปัตยกรรมการประมวลผลบนอุปกรณ์ผู้ใช้ (Client-Side Edge Architecture): ระบบจะออกแบบให้การตรวจจับท่าทางและการวิเคราะห์ระหว่างฝึกดำเนินการภายในเว็บเบราว์เซอร์ของผู้ใช้เป็นหลัก โดยใช้ WebGPU เมื่ออุปกรณ์รองรับ และมีแนวทางสำรองสำหรับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ เพื่อลดการพึ่งพา Cloud Inference และลดความจำเป็นในการส่งภาพวิดีโอหรือข้อมูลท่าทางออกจากอุปกรณ์ ทั้งนี้ จะประเมินเวลาในการตอบสนอง การใช้ทรัพยากร และความถูกต้องของผลลัพธ์ภายใต้สภาพแวดล้อมการทดสอบที่กำหนดอย่างชัดเจน

การผสานศาสตร์ทั้ง 4 มิตินี้ จึงเปลี่ยนการฝึกไท้เก๊กจากประสบการณ์เชิงนามธรรม สู่การเรียนรู้ที่มีข้อมูลป้อนกลับเชิงชีวกลศาสตร์ที่ตรวจสอบที่มาได้ โดยยังคงรักษาแก่นแท้ของปรัชญาดั้งเดิมและปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างสูงสุด

📈 วิวัฒนาการโครงการสู่การประเมินประสิทธิผลแบบมีกลุ่มควบคุม

+

TaijiFlow AI ได้รับการพัฒนาเป็นลำดับจากระบบต้นแบบเชิงกฎสู่แนวทางการประเมินการเคลื่อนไหวด้วยข้อมูลและแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง โดยการพัฒนาแต่ละระยะมีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักฐานทางวิศวกรรม ข้อมูลเชิงจลนศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ และฐานสำหรับการประเมินผลกับผู้ใช้จริงอย่างเป็นระบบ:

  • Phase 1: ระบบต้นแบบแบบกฎเชิงฮิวริสติก (การค้นคว้าอิสระระดับมหาบัณฑิต, 2567–2568): พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการฝึก ท่าม้วนไหมมือเดียว 4 ท่า (ใน 3 ระดับการฝึก: นั่ง ยืน ยืนย่อ) โดยใช้ MediaPipe Pose และ กฎฮิวริสติก 9 ข้อ เพื่อให้ข้อมูลป้อนกลับแบบทันที ระบบได้รับการออกแบบและทดสอบตามกระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ISO/IEC 29110 พร้อมเอกสารข้อกำหนด การออกแบบ การทดสอบ และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
  • Phase 2: การขยายสู่ท่าสองมือและโครงสร้างฐานข้อมูล (2568–2569): พัฒนาระบบให้รองรับ ท่าม้วนไหมสองมือเพิ่มอีก 8 ท่า (รวมเป็น 12 ท่ามาตรฐาน) พร้อมทั้งสังเคราะห์ กฎฮิวริสติกเพิ่มอีก 3 ข้อสำหรับการประสานงานสองมือและแกนลำตัว (รวมเป็นกฎ AI ทั้งหมด 12 ข้อ) จัดทำระบบท่อส่งข้อมูล (Asynchronous Data Pipeline) และการจัดเก็บพิกัด landmark บน Supabase Cloud ที่ปลอดภัย ตลอดจนวางแบบจำลอง Machine Learning Baseline เพื่อสร้างฐานข้อมูลอ้างอิงสำหรับการวิจัยระดับดุษฎีนิพนธ์
  • Phase 3: การวิจัยระดับดุษฎีนิพนธ์ — อยู่ระหว่างดำเนินการ (2569–2572 / Current Ph.D. Research): มุ่งเน้นการยกระดับสู่ระบบประเมินจลนศาสตร์ขั้นสูงและการประเมินประสิทธิผลกับผู้ใช้จริง โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 มิติหลัก:
    • 3.1 การวิจัยและพัฒนาโมเดล AI ลำดับเวลา (Spatiotemporal Sequence AI): ศึกษาการประยุกต์ใช้แบบจำลอง ST-GCN ร่วมกับ Self-Attention Transformer (ฝึกสอนบน PyTorch/CUDA และประเมินการแปลงเป็น ONNX Runtime Web บน WebGPU/Wasm) ผสานกลไก Neuro-Symbolic XAI เพื่อสร้างคำแนะนำการสอนที่ตรวจสอบที่มาได้
    • 3.2 การเตรียมระเบียบวิธีวิจัยและจริยธรรม (IRB & Protocol Preparation): จัดทำแนวปฏิบัติ SOP มาตรฐานการเก็บข้อมูล และเตรียมการยื่นขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (IRB) เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย
    • 3.3 การประเมินประสิทธิผลแบบมีกลุ่มควบคุม (Pilot RCT): เมื่อผ่านการรับรองจริยธรรม จะดำเนินการทดลองแบบ Pilot Randomized Controlled Trial ในกลุ่มอาสาสมัครผู้ฝึก เพื่อประเมินผลต่อสมรรถนะการทรงตัว คุณภาพการเคลื่อนไหว ความสามารถในการใช้งาน (SUS) และการยอมรับเทคโนโลยี

เส้นทางวิวัฒนาการทั้ง 3 ระยะนี้ จึงสะท้อนถึงการเติบโตอย่างเป็นระบบของโครงการวิจัย จากการสร้างระบบต้นแบบและมาตรฐานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ สู่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพรองรับ เพื่อประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม

แผนผังคลังวิจัย (Interactive Research Directory Hub)

🎓 Phase 3: ดุษฎีนิพนธ์และการประเมินประสิทธิผล (Living PhD Research Hub)

ศูนย์กลางงานวิจัยหลักที่กำลังดำเนินการวิจัย ครอบคลุมทั้งยุทธศาสตร์ สถาปัตยกรรม AI ชีวกลศาสตร์ และการทดลองทางคลินิก:

Phase 3

ยุทธศาสตร์และแผนงานวิจัย

โครงร่างดุษฎีนิพนธ์ แผนแม่บทวิจัย และกลยุทธ์การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ

Phase 3

ระบบ ชีวกลศาสตร์ และ AI

การแปลงปรัชญาสู่คณิตศาสตร์ AI 12 ข้อ และโครงข่ายประสาท ST-GCN + Transformer

Phase 3

จริยธรรมและการทดลองคลินิก

การรับรองจริยธรรมในมนุษย์ (IRB) ระเบียบวิธีวิจัยทางคลินิก (RCT) และแนวปฏิบัติ SOP


🏛️ รากฐานงานวิจัยที่สำเร็จแล้ว (Completed Research Foundations)

คลังเอกสารและรายงานทางวิศวกรรมที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วในระดับมหาบัณฑิตและการวางโครงสร้างระบบ:

Phase 2

ระบบคลาวด์และ Data Pipeline

Asynchronous Pipeline, เทคนิคการบีบอัด Landmark และความปลอดภัย Supabase RLS

Phase 1

การค้นคว้าอิสระมหาบัณฑิต (IS)

ระบบต้นแบบ Single-Hand และเอกสารวิศวกรรมซอฟต์แวร์มาตรฐาน ISO/IEC 29110

ข้อมูลงานวิจัย (Research Metadata)

💡 ข้อมูลสถาปัตยกรรมและการสนับสนุนวิจัย: สำหรับแผนภาพสถาปัตยกรรมระบบการฝึกสอน AI (Training vs. Inference) และแนวทางความร่วมมือทางวิชาการ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ รายงานสถาปัตยกรรมโมเดล AI และ English Research Overview


การอ้างอิงงานวิจัย (How to Cite)

1. Ph.D. Dissertation (Proposal / In Progress)

bibtex
@phdthesis{uarjaipra2026taijiflow,
  author       = {Weerayuth Uarjaipra},
  title        = {TaijiFlow AI: Pose-Based Artificial Intelligence for Continuous Human Movement Analysis and Feedback},
  school       = {Multidisciplinary and Interdisciplinary School, Chiang Mai University},
  year         = {2026},
  address      = {Chiang Mai, Thailand},
  url          = {https://research.taijiflow.org/}
}

2. Master's Independent Study (Phase 1 Foundation)

วีรยุทธ เอื้อใจพระ. (2568). การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับวิเคราะห์และให้คำแนะนำแบบทันทีในการฝึกท่าม้วนไหมของมวยไท้เก๊กสกุลเฉิน. การค้นคว้าอิสระ ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

TaijiFlow AI Research & Development Project (Chán Sī Jìng Biomechanics)